การเดินทางภายใต้สายหมอก

กลับมาแว้ว คราวนี้เก็บความประทับใจจากการได้ไปเหยียบผืนแผ่นดินที่ได้ชื่อว่าเป็นจังหวัดที่อยู่เหนือสุดของประเทศไทย นั่นคือ จังหวัดเชียงราย การเดินทางท่องยุทธจักรคราวนี้ใช้เวลาทั้งหมด 5 วัน 4 คืน เป็นการเดินทางที่มีความหมายและประสบการณ์เพิ่มเติมจากเดิมมากทีเดียว

คราวนี้มีพลพรรค ร่วมผจญภัยด้วยกันอีก 9 ชีวิต ซึ่งก็คือ น้องๆ นันทนาการ รุ่น 9 อันประกอบไปด้วย (น้อง)บิ๋ม น้องอ้อ น้องนิด น้องเก๋ น้องกิฟท์ น้องต้าร์ น้องโบว์ น้องอุ้ม และน้องปลา (มีแต่สาวๆ ทั้งนั้นเลย) แต่ไม่ต้องห่วงเราไม่ได้แก่สุดหรอก เพราะว่าเราก็แอ๊บแบ๊ว ทำตัวกลมกลืนกับน้องๆไปด้วยนั่นเอง

การเดินทางคราวนี้แม้จะเมื่อยกล้ามเนื้อส่วนล่างที่ใช้รองรับน้ำหนักขณะนั่งรถ แต่ก็ทนได้เพื่อความสนุกและสิ่งที่ไม่เคยได้พบได้เห็นที่รอเราอยู่เบื้องหน้า และแล้วการผจญภัยก็เริ่มขึ้นที่ เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติน้ำตกมณฑาธาร ระยะทาง 3 กม. ในอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ซึ่งระหว่างทาง พวกเราได้ชื่นชมกับสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ มีเพียงความเงียบที่รายล้อมพวกเราในยามเช้า แต่ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกเงียบเหงาเลยสักนิด เพราะว่าพวกเราได้ยินเสียงธรรมชาติที่ทักทายตลอดเส้นทาง เสียงนั้นไม่ได้ดังเหมือนเสียงรถยนต์ในเมือง ไม่น่ารำคาญเหมือนเสียงเครื่องจักรที่กำลังงาน แต่เสียงนั้นเป็นเสียงที่ไพเราะ เราสามารถสัมผัสได้เพียงแค่ตั้งใจฟัง และสัมผัสด้วยใจก็เท่านั้น เพียงแค่เสียงร้องของนกนานาชนิด เสียงลมพัดผ่าน เสียงใบไม้ไหวอิง เสียงน้ำตกที่ไหลกระเซ็นลงมากระทบโขดหิน เพียงเท่านี้ก็ทำให้หัวใจหลายดวงที่กำลังเดินตามเส้นทางพองโตไปตามๆกัน เส้นทางนี้เรียกเหงื่อได้ดีพอตัว ที่สำคัญเรายังได้เห็นเก้งลื่น หมูลื่น และอะไรอีกหลายๆอย่าง คงรู้นะว่าใครบ้าง (แอบยิ้ม) ที่สำคัญเล่นเอาปวดขากันทีเดียว แหม!! เส้นทางก็ยาวแถมยังมีแต่ทางลาดชัน แล้วยังต้องแบกน้ำหนักตัวเดินอีก  แล้วจะไม่ให้ปวดได้ไง

ส่วนวันที่ 3-4 พวกเราย้ายมาอยู่ที่เชียงรายแล้ว ประทับใจจริงๆสำหรับที่นี่ อาจเพราะว่าเราไม่ค่อยได้เห็นบรรยากาศแบบนี้ก็ได้ พวกเราได้ไปดอยผาตั้ง ซึ่งมีจุดชมวิวและอื่นๆอีกมากมาย ตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่ มีแต่หมอกที่รายล้อมรอบกาย สายหมอกสีขาวค่อยๆลอยตัวขึ้น และไหวปลิวไปตามแรงลม ล้อมรอบภูเขา สีขาวของหมอกตัดกับสีเขียวของต้นไม้บนภูเขา เราจะเห็นเป็นต้นไม้ในสายหมอก แต่ในบางวัน จะไม่เห็นอะไรเลยนอกจากหมอกสีขาวจางๆ เบื้องหน้า มันช่างแตกต่างกับหมอกควันบนท้องถนนในกรุงเทพซะเหลือเกิน ที่นี่พวกเรายังต้องใช้กำลังขาอันแข็งแกร่งในการเดินสำรวจพื้นที่และการถ่ายรูปเพื่อเป็นที่ระลึก เดินกันนานพอดูเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์ (แต่ไม่100% ) นอกจากการที่พวกเราได้สัมผัสกับธรรมชาติและบรรยากาศที่สวยงามแล้ว ยังได้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในพื้นที่อีกด้วย และสุดท้ายที่หอฝิ่น ที่นี่พวกเราก็ได้ความรู้เกี่ยวกับฝิ่นตั้งแต่ประวัติการเข้ามาในประเทศไทย ประโยชน์และโทษ และอื่นๆอีกมากมาย

สำหรับการท่องยุทธจักรในคราวนี้ทำให้เราได้เปิดมุมมองอื่นๆ  ประทับใจในหลายสิ่ง ได้มิตรภาพ ความรู้ และแม้จะต้องนอนดึกทุกคืนเพราะกิจกรรมกระชับความสัมพันธ์ระหว่างเราและน้องๆ (อิอิ)

ความประทับใจต่างๆเหล่านี้คงเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มี ออหน่องที่น่ารักของเด็กๆ ที่ทำให้เกิดทริปนี้ขึ้น  พี่เปี๊ยกคนขับรถ ที่ทำให้การนั่งรถไม่น่าเบื่อ น้องๆรุ่น 9 ที่ ทำให้เกิดเสียงหัวเราะและความบันเทิงใจ ตลอดการเดินทาง และทุกๆอย่างที่ผ่านเข้ามา….คราวหน้าจะมาเล่าให้ฟังใหม่นะ ว่าทริปหน้าจะเป็นไงอีก

Advertisements

เรื่อยๆ..ชีวิต

 
 
           ผ่านไปหลายวัน รู้สึกว่าชีวิตช่วงนี้มีแต่งาน งาน งาน และก็งาน อันที่จริงก็สนุกดีนะ เพราะเวลาที่ทำมันสำเร็จจะรู้สึกดีมากๆ ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาก็ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเลย  ราบเรียบซะเหลือเกินจะมีก็คงเป็นงานซ้อมรับปริญญาที่ผ่านมา  เราก็ไปร่วมแสดงความยินดีกับเพื่อนมอส (จบกะเค้าซะที)  และน้องๆ 69 วันนั้นก็ได้เจอเพื่อนๆ  มากหน้าหลายตา ทั้งเพื่อนสมัยมัธยมและเพื่อน 67 รวมทั้งพี่น้องวนศาสตร์ คนเยอะจริงๆ  ดีนะวันนั้นฝนไม่ตก ไม่งั้นงานกร่อยแน่ เหตุที่ต้องไปวันซ้อมใหญ่ก็เพราะว่าวันรับจริงดันไม่ว่างนะสิ ต้องไปห้วยขาแข้ง แล้วก็ต่อด้วยเชียงราย  ชีพจรลงเท้าจริงๆ ยังไงจะเที่ยวเผื่อนะทุกคน  อืม!! สำหรับเรื่องราวตอนนี้ก็เรื่อยๆ เอื่อยๆ  ไม่มีไร  ตอนแรกนึก่ว่าจะมีเรื่องดีๆให้ได้ยิ้มมากกว่านี้  แต่ไม่เป็นไรที่เป็นอยู่ก็มีความสุขดี ไม่ได้ทุกข์อะไร ใช้ชีวิตอย่างพอเพียงก็คงจะเพียงพอ 
 
            

เอาบุญมาฝาก

 
 

เรื่องมันมีอยู่ว่าเมื่อวานนี้ (30 มิ.ย. 50) เป็นวันรับน้อง ป.โทลุ่มน้ำ เราซึ่งเป็นสาขาเพื่อนบ้านใกล้เคียงก็เลยไปด้วย (ขอไปแจมสักหน่อย) ปีนี้เค้าไปไหว้พระ 9 วัดที่นครปฐมกัน  เช้าก่อนไปฝนก็ตกพรำๆ เย็นฉ่ำอุรา น้องๆบอกว่าล้อหมุน 7 โมงเช้า  เรางี้รีบมากกลัวว่าจะไปสาย แต่ปรากฎว่าเช้าวันนั้นรถไม่ติด ขึ้นรถเมลล์ไปอย่างกับว่าไปรถส่วนตัวมีคนขับรถไปส่ง ก็แหม!! รถทั้งคันไม่มีใครเลยนอกจากเรา คนขับรถและกระเป๋ารถเมลล์

พอถึงที่นัดหมายตอน 6.40 น. ดีนะว่าไปถึงก็มีคนมาก่อนบ้างแล้ว รอสมาชิกกับจน 7 โมงกว่าๆ ก็ครบ แล้วล้อก็หมุนรถเคลื่อนตัวไปข้างหน้า มุ่งหน้าสู่วัดต่างๆใน จ.นครปฐม  พวกเราซึ่งเป็นปี 3 (แก่ที่สุด รองจากอาจารย์ที่ไปด้วย) นั่งจองกันแถวหลังหมดเลย ประหนึ่งว่าด้านหลังเป็นที่ของฉัน(ปีแก่ๆ) ห้ามมายุ่ง ปีแก่ๆที่ว่าประกอบไปด้วย วีนัส ตู๋ เหวิน เอ้ พี่พุก พี่ตั้ม พี่จ็มพ์ (พี่ป.เอก สิ่งแวดล้อม) และก็เราเอง

นั่งไปไม่นานก็ถึงวัดดอนหวาย ซึ่งมีตลาดน้ำด้วย หลังจากไหว้พระทำบุญแล้วพวกเราต่างก็ร่วมใจกัน กระจายรายได้สู่ชุมชนกันน่าดู ขึ้นรถมาอีกทีเห็นแต่ของกินทั้งนั้น แล้วก็ไปกันต่อที่วัดไร่ขิง วัดไผ่ล้อม พระปฐมเจดีย์  และพักเที่ยงกันแถวๆองค์พระปฐมนี่แหละ ครึ่งวันเช้าอากาศอบอ้าว เรียกเหงื่อได้ดีทีเดียว หลังจากเติมพลังงาน หาอะไรลงท้องแล้วก็ไปกันต่อที่ พระราชวังสนามจันทร์ ที่นี่พวกเราใช้เวลากันมากกว่าที่อื่นๆ เนื่องจากว่าสถานที่กว้าง และมีการบรรยายให้ความรู้ แต่ก็ฟังได้แค่พระตำหนักเดียว เนื่องจากเวลาน้อย ส่วนเวลาที่เหลือต่างก็ไปเดินเก็บบรรยากาศ ตามสนามหญ้า และมุมต่างๆสุดแล้วแต่ว่าใครอยากจะไปเดินสำรวจแถวไหน ซึ่งที่นี่เราก็ได้บังคับ เอ้ย บอกให้น้องชายมาหา เพราะไม่เจอกันหลายเดือน แต่เจอกันไม่นานนัก ก็พอได้พูดคุยกันพอสมควร แล้วพวกเราก็เดินทางกันต่อ

ช่วงบ่ายนี้รู้สึกว่าเกือบจะทุกคนเลย สลบกันทั้งนั้น  ยกเว้นพวกปีแก่ๆที่นั่งเม้าท์ แซวกันเองซะงั้น  ส่วนวัดที่ไปช่วงบ่ายได้แก่ วัดพะเนียงแตก วัดศีรษะทอง (วัดราหู) วัดศรีมหาโพธิ์ วัดกลางบางพระ และวัดกลางคูเวียง หลายๆคนได้เครื่องรางของขลังติดไม้ติดมือมากันทั้งนั้น

แต่สำหรับเราไม่แน่ใจว่าได้บุญหรือบาปเพราะแอบบ่นนิดหน่อย สงสัยเหลือเกินว่าสรุปแล้ว วัดคือสถานที่อะไรกันแน่ น่าจะเป็นที่ที่สงบเงียบ มาแล้วให้ความรู้สึกจิตใจสงบ แต่หลายวัด (ไม่ใช่เฉพาะที่นี่) กลับมีเรื่องของเศรษฐกิจเข้ามาแทรกแซง หนักไปกว่านั้นก็คงเป็นเรื่องการเสี่ยงโชคลาภ  อันที่จริงศาสนาไม่ได้เสื่อมหรอก แต่คนเรานี่สิที่ไม่เข้าใจ  แค่คิดแค่นี้มันก็บาปแล้วนะเนี่ย

และแล้วก็ถึงเวลาที่จะต้องกลับแล้ว การเดินทางกลับของเราใช้เวลามากสักหน่อยเพราะฝนตก ทำให้รถติดด้วย ทุกคนเหนื่อยอ่อนการจากเดินทางกันก็เลยหลับกันเป็นแถว เหลือไม่กี่คนที่ยังคงมีแรงเหลือไม่ยอมหลับ ซึ่ง 1 ในนั้นก็รวมเราอยู่ด้วย อือ ขากลับนี่เป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองของผู้หญิงกับผู้ชายตลอดทางเลย เสียงดังกันอยู่ตรงข้างหลังนี่แหละ  ที่อื่นเงียบหมด กว่าจะถึงเกษตรก็ประมาณ 1 ทุ่มนิดๆ แต่เรากับวีกลับกันก่อน เพราะมีงานต้องไปสะสาง ส่วนคนอื่นๆก็ไปงานเลี้ยงกันต่อ  

แล้วทริปนี้ก็สิ้นสุดลงอย่างสนุกสนานและได้บุญ?? เอาบุญมาฝากทุกคนเลยนะ  รับกันไปด้วย

ปล.เอารูปลงให้ดูกันแล้วด้วย

       

 

บลอกที่ WordPress.com .

Up ↑

.tomorn.

articles that instigate

~ จิบชาคาเฟ่ ~

JiBi_AI's another blog ♪ for Reader and Traveler

ร่ายอักษรกลอนศรีกวีเมา

yuthPa,สหายพันจอก,กลอน,เขียนกลอน

Support

WordPress.com Support