รอวันได้เห็น “ยามอาทิตย์อุทัย” อีกครั้ง

สิบเอ็ดมีนาสองห้าห้าสี่

ปีนี้เป็นปีวิปโยคหรือไฉน

เกิดเหตุร้าย รุนแรง เกิดเภทภัย

แผ่นดินไหว วงแหวนไฟ ทำร้ายกัน

 

แปดจุดเก้าริกเตอร์ที่ญี่ปุ่น

ทำเอายุ่นทั้งประเทศต้องไหวหวั่น

เกิดคลื่นยักษ์สึนามิตามมาแค่ฉับพลัน

หมดสิ้นกันทั้งทรัพย์สิน ชีวิตคน

 

ตึกระฟ้า เรือหาปลา สิ่งก่อสร้าง

กลายเป็นเมืองรกร้างดูสับสน

เหลือแต่ซากปรักหักพักกองท่วมท้น

เหลือเพียงคราบน้ำตา ร่วงหล่นเกินบรรยาย

 

ยังไม่พออีกเคราะห์ซ้ำและกรรมซัด

เกิดเป็นความวิบัติเกินทนไหว

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์พ่นดวงไฟ

เกิดระเบิดขึ้นทันใดตามกันมา

 

มีไม่รู้กี่มากน้อยกลายเป็นซาก

อีกไม่รู้กี่แสนล้านที่ลำบากเป็นหนักหนา

จะต้องเสียอีกมากไหมนะน้ำตา

ถึงจะช่วยเยียวยาแผลใจให้หายดี

 

หากวันนี้ยังมองไม่เห็นฝั่ง

และหากแม้ความหวังยังริบหรี่

ขอให้สู้ต่อไปด้วยแรงใจทั้งหมดที่มี

เชื่อว่าอีกไม่นานต่อจากนี้..จะเห็นแสง “อาทิตย์อุทัย” สดใสดังเดิม

Advertisements

สาวออฟฟิศกับเด็กน้อย

โลกไร้พรมแดน ในปี 2011 มีหลายอย่างที่ไม่เคยได้พบได้เห็น มุมมอง ค่านิยมต่างๆ เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน

และบางอย่างที่ยังคงมี มันก็ยังคงมีให้เห็นอยู่  ระหว่างที่คิดเรื่องอะไรอยู่เพลินๆ ก็ได้ยินเสียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นมา

ทำให้ต้องตื่นจากภวังค์ความคิด สายตาก็เหลือบไปเห็นเด็กน้อยตาโต ผิวค่อนข้างคล้ำ หน้าตาน่ารักทีเดียว

ดูเด็กผู้หญิงคนนี้เป็นเด็กร่าเริงเพราะตลอดเวลาที่มองไปที่เธอ  เธอก็ส่งยิ้มมาให้ ที่สำคัญมันเป็นรอยยิ้มที่มาจากหัวใจ

….นานเท่าไหร่แล้วนะที่เราไม่เคยได้รับรอยยิ้มแบบนี้ และนานเท่าไหร่แล้วนะที่เราไม่ได้มอบยิ้มอย่างนี้ให้กับคนรอบข้าง…


โอ้ย แงๆๆ  เสียงเด็กผู้หญิงคนนั้น ดังขึ้นอีกครั้ง แต่เรานี้ทำให้เราต้องลุกจากเก้าอี้เพื่อไปดูว่าเธอเป็นอะไร

ทำไมถึงร้องไห้เสียงดัง   หลังจากปลอบเธอ จนเธอหยุดร้องไห้ ก็เลยได้รู้ว่า เธอมาเดินเล่นเพราะบ้านอยู่ใกล้ๆ แถวนี้

และตอนนี้แม่เธอก็กำลังเข้าห้องน้ำ ปล่อยให้เธอรออยู่ข้างนอกคนเดียว

“โตขึ้น หนูอยากเป็นอะไรเอ่ย” คำถามเดิมๆ เชื่อว่าหลายคนคงเจอคำถามนี้เมื่อตอนเป็นเด็ก

และเช่นกันเมื่อเราโตเป็นผู้ใหญ่ เราก็ไม่ลืมที่จะถามคำถามนี้กับเด็กๆ เช่นกัน

“หนู อยากเป็นนักร้อง หรือไม่ก็ดาราค่ะ  แต่หนูคงเป็นไม่ได้หรอกค่ะ” เด็กผู้หญิงตอบ

อืม  ก็พอเข้าใจหรอกนะว่าทำไมอยากเป็นดารา ก็แหม รายการโทรทัศน์ตอนนี้ก็เห็นมีแต่การแข่งขัน

การประกวดเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่งต่างๆ และการได้เข้าวงการบันเทิง แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมเด็กคนนี้ถึงบอกว่าเป็นดาราไม่ได้

“ทำไมหนูถึงเป็นดาราไม่ได้ล่ะ” เราถามกลับไปอย่างไม่เข้าใจ

“ก็หนูไม่ผอม แล้วยังตัวดำอีกนี่คะ” เด็กน้อยตอบ และก้มหน้าลงเล็กน้อย เหมือนน้อยใจในโชคชะตาที่ให้เธอเกิดมาเป็นเธอแบบนี้

“แล้วยังไงล่ะ ทำไมถึงเป็นดาราไม่ได้ น้าไม่เห็นเข้าใจเลย”

“ก็หนูดูในโทรทัศน์เห็นมีแต่คนผอมๆ คนขาวๆ เขาบอกว่า คนขาวกับคนผอม คือ คนสวย

แล้วคนสวยก็เป็นดาราทั้งนั้น หนูไม่สวยนี่คะ” เด็กน้อยพูดด้วยความไร้เดียงสา

รู้แล้วล่ะ ว่าทำไมเด็กน้อยถึงพูดเช่นนี้ ถ้าย้อนกลับไปเมื่อเรายังเด็ก จำได้ว่า ไม่มีโฆษณาประเภทที่ว่า

ถ้าคุณไม่ผอม ไม่ขาว ผู้ชายจะไม่มอง แต่แปลกไหม เดี๋ยวนี้โฆษณาจำพวกนี้เยอะมาก แทนที่จะสนับสนุนส่งเสริม

ให้คนเรารู้จักเคารพตัวเองและเคารพผู้อื่นด้วย รวมทั้งคนดี คนเก่ง ก็ต้องตัดสินกันที่ความดี และมันสมองสิว่าไหม??

“แต่หนูก็เป็นเด็กดีได้นี่นา เป็นเด็กดีของคุณพ่อ คุณแม่ไง”

“แล้วเด็กดีต้องทำยังไงคะ”

“หนูก็ต้องตั้งใจเรียน เชื่อฟังคุณพ่อคุณแม่ มีความรับผิดชอบมากๆนะ”

“รับผิดชอบคืออะไรคะ”

“คือตั้งใจทำในสิ่งที่ได้รับมอบหมายไงคะ เช่น ถ้าหนูมีการบ้านก็ต้องทำการบ้านให้เสร็จ หรืออีกอย่างหนึ่งนะ

เวลาหนูทำผิดหนูก็ต้องรับว่าผิด แต่เวลาหนูทำอะไรที่เป็นความดีความชอบ ก็รับว่าทำและขอบคุณผู้อื่นที่ช่วยเราด้วย”

“เอ่อ แต่น้าคะ แต่หนูเห็นคนอื่นๆ เขาก็รับชอบกันหมดนี่คะ เวลามีความผิดก็เห็นเขาโยนความผิดไปให้คนอื่นหมด

หนูเห็นบ่อยๆค่ะ เวลาแม่คุยกับเพื่อน”

เอ่อ พูดไม่ออกเลยเรา ได้แต่นึกในใจ มันก็จริงเนอะ เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วที่จะมารับผิดร่วมกัน มีแต่โยนความผิดให้พ้นตัว

และรับชอบเข้าตัว อีกอย่างถ้าผู้ใหญ่ไม่เป็นแบบอย่างที่ดี แล้วอย่างนี้เด็กที่กำลังจะเติบโต พวกเขาเหล่านี้จะเลียนแบบ

พฤติกรรมนี้ต่อไปไหมนะ   อยู่ๆ ก็คิดขึ้นมาได้ว่าตอนเป็นเด็กเรามักทำตามในสิ่งที่ผู้ใหญ่บอกว่าดี

บอกว่าถูก บอกว่าต้องทำ โดยที่ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วสิ่งที่เราอยากทำคืออะไรกันแน่ เพียงแค่คิด อยู่ๆ เด็กน้อยก็ถามขึ้นว่า

“น้าคะ แล้วโตขึ้นพี่อยากเป็นอะไรคะ”

อืม  นั่นสินะ โตขึ้นเราจะเป็นอะไรดี “หนูว่า น้าจะเป็นอะไรดีล่ะ”

ผู้ใหญ่ทั้งหลายคะ สรุปแล้วว่าต้องทำอะไรอีกอ่ะคะ จะมีผู้ใหญ่คนไหนช่วยตอบเด็กน้อยคนนั้นให้ได้ไหมว่า

แล้วถ้าเราโตขึ้นเราจะทำอะไรดี ในเมื่อตั้งแต่เด็ก ก็โดนผู้ใหญ่ทั้งหลายบอกให้ทำโน่นทำนี่ แล้วจนเป็นผู้ใหญ่แล้ว

ก็ยังโดนผู้ใหญ่กว่าสั่งให้ทำโน่นทำนี่อีก  การสนทนาระหว่างผู้ใหญ่กับเด็กน้อยก็จบลงตรงที่แม่มารับเธอกลับบ้าน

และเราก็ได้แต่นั่งคิดถึงคำถามของเด็กน้อยนั่น  หรือคุณว่าไงล่ะ

อย่าปล่อยมือ

อย่าปล่อยมือฉันจะได้ไหม

ฉันขอเธอไว้อย่างนี้

จับมือฉันแน่น แน่น นะคนดี

อยากจะมีเธอคนนี้เดินข้าง ข้าง กัน

แค่มีเธออยู่ใกล้ ใกล้

ต่อให้เหน็บหนาวแค่ไหนก็ไม่สำคัญ

เพราะเธอเป็นไออุ่นให้กับฉัน

พร้อมที่จะ้ก้าวเดินฟันฝ่า สิ่งต่าง ต่าง รอบกาย

ต่อให้ลมพัดแรงแค่ไหน

ก็ไม่เคยหวั่นไหว ไม่กลัวเกรงแม้ภยันตราย

เพราะรู้ว่ามีเธอคนดีอยู่ข้างกาย

แค่นี้ก็อุ่นมากเกินพอแล้วหัวใจ เดินต่อไปได้ ก็เพราะเธอ

824 แปดชีวิต ยี่สิบสี่ชั่วโมง

หลังจากเก็บความประทับใจจาก ความสุขของกะทิ มาแล้ว

คราวนี้ก็ได้ร่วมเดินทางกับคนอีก 8 คน ในเวลา 24 ชั่วโมง

ในเรื่อง 824 (แปดสองสี่) เรื่องราวง่ายๆ ที่งามพรรณ

ได้ถ่ายทอดออกมาได้อย่างสวยงาม การดำเนินเรื่องในครั้งนี้

แตกต่างกับเรื่องความสุขของกะทิอย่างสิ้นเชิง แต่อรรถรสไม่ได้น้อยกว่ากันเลย

เรื่องราวของคน 8 คน ในซอยเดียวกัน กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นใน 24 ชั่วโมง

ความแตกต่างของผู้คน วิถีการดำเนินชีวิต บางคนเพียงแค่รู้จัก บางคนเป็นคนคุ้นเคย

บางคนผูกพันลึกซึ้ง และกับใครบางคนที่มีใครบางคนได้เพียงความทรงจำ

ไม่น่าเชื่อว่าแค่ภายใน 1 วัน ก็สามารถเกิดเรื่องราวต่างๆ ได้มากมาย

เรื่องราวของแต่ละคนจะน่าสนใจมากน้อยแค่ไหน และมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันหรือไ่ม่

เรื่องราวดำเนินไปอย่างเรียบง่าย แต่มีเสน่์ น่าติดตาม

อ่านจบแล้วก็กลับมาคิดอะไรบางอย่าง การได้อยู่ร่วมกับคนหลายคน ซึ่งบางครั้งเราเป็นเพียงคนเคยเห็นหน้า

บางครั้งเราเคยเป็นคนรู้จัก และหลายครั้งได้แค่ยิ้มทักทาย ไม่เคยเสวนากันด้วยซ้ำ

กับใครบางคนที่เคบรู้จักและสนิทสนม บางเวลาเรากลับหลงลืมพวกเขาไปอย่างสนิทใจ

เพียงเพราะข้ออ้างของเวลา หรือเพราะได้พบเจอกับสิ่งใหม่ๆ ที่ดูตื่นเต้นเร้าใจกว่า

เพื่อนบ้านกัน ทำไมต้องสร้างกำแพงบ้าน ทำไมเราไม่สร้างรั้วบ้าน 2 สิ่งนี้มันต่างกันโดยสิ้นเชิง

ถ้าสร้างกำแพงบ้านก็คือสร้างกำแพงแห่งจิตใจ ไม่ต้องรู้จักกันปิดทางกันทางความรู้สึกไปเลย

แต่ถ้าเรามีรั้วบ้าน เราต่างยังมองเห็นกัน ยังมีโอกาสได้รับรู้ความเป็นไป และยังได้ช่วยเหลือกัน

และก่อนที่วันสุดท้ายของชีวิตมาถึง เราได้ทำอะไรเพื่อคนที่เรารักแล้วหรือยัง ไม่ว่าจะเป็น

ครอบครัว เพื่อนสนิท หรือคนรัก อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างสูญเปล่า ถ้าเรายังไม่ได้ลองทำอะไร

อย่างที่คิด อย่างที่ฝัน ถ้าเรายังไม่ไ้ด้ดูแลครอบครัว ถ้าเรายังปล่อยให้ความรู้สึกแย่ๆ ผ่านไปโดยไม่ได้จัดการ

จงใช้เวลาทุกวินาทีให้มีค่าที่สุด เพราะเวลาไม่เคยเดินถอยหลัง

824 คือเรื่องราวของคนอีกกลุ่มที่ควรเข้าไปทำความรู้จักพวกเขาซะหน่อย

แล้วอย่าลืมมาแบ่งปันความรู้สึกหลังจากที่อ่านจบแล้วนะ

ยังมีดอกไม้ในอรุณ

เคยคิดไหมว่า ถ้าวันหนึ่งเราต้องเป็นฝ่ายถูกกระทำจากคนที่เรารักโดยเฉพาะคนใกล้ชิด เราจะเป็นเช่นไร ถ้าผ้าขาวบริสุทธิ์ถูกทำให้แปดเปื้อนโดยผู้ใหญ่ใจร้าย “ยังมีดอกไม้ในอรุณ”

โดย อรสม สุทธิสาคร บอกเล่าเรื่องราวของเด็กน้อยไร้เดียงสา พวกเขาเล่านั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เขาทำผิดอะไร ทำไมคนที่เขารักจึงได้ทำร้ายเขาได้ขนาดนี้

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเล่มแรกที่เราเสียเงินซื้อมาอ่าน และเป็นเล่มแรกที่ทำให้เรารู้สึกอยากอ่านหนังสือมากขึ้น และแน่นอนว่าเราติดตามนักhเขียนที่ชื่อ อรสม สุทธิสาคร ทุกเล่ม (คาดว่าตามอ่านมาทุกเล่มแล้งนะ)

ยังมีดอกไม้ในอรุณ หนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวของดอกไม้ที่มีสีสันสดใสแต่ยังไม่พร้อมบาน ยังเป็นดอกไม้ที่ยังต้องการดารดูแลเอาใจใส่ ต้องการการปุ๋ย ต้องการน้ำ ต้องการแสงแดด  รอวันพร้อมที่เติบโตและเบ่งบานอวดโฉม อวดความงาม ให้โลกได้รับรู้ แต่เมื่อดอกไม้เหล่านั้นกลับไม่ได้รับการเอาใจใส่ดูแลอย่างเต็มที่ หนำซ้ำยังโดนเหยียบย่ำให้ได้รับความบอบช้ำเพิ่มมากขึ้น ดอกไม้หลายดอกคงต้องลาลับจากโลกไปในที่สุด

เรื่องราวของเด็กน้อยไร้เดียงสาเหล่านี้ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านปลายปากกาของเธอ อรสม ในขณะที่ผู้นำประเทศและใครหลายๆคนบอกว่าบ้านเมืองเรากำลังพัฒนา แต่ในอีกมุมหนึ่งจิตใจของเรากลับตกต่ำเด็กๆที่เข้ามาอาศัยอยู่กับครูยุ่น เกือบทุกคนถูกคนในครอบครัวทำร้ายทั้งร่างกาย และจิตใจ แน่นอนว่า บางครั้งเด็กเป็นที่ระบายอารมณ์ของผู้ใกล้ชิดเด็กน้อยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเขาทำผิดอะไร ทำไมผู้ใหญ่โดยเฉพาะคนที่เขาเรียกว่า พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย หรืออื่นๆ ที่เป็นคนในครอบครัว

เรื่องราวเหล่านี้ถูกถ่ายทอดออกมา จากเรื่องจริง เด็กแต่ละคนมีที่มาที่แตกต่างกันออกไปต่ทุกคนกลับมีที่ไป หรืออาจบอกได้ว่า ทุกคนไปรวมอยู่ที่เดียวกัน การสร้างบาดแผลบนร่างกายของเด็กเหล่านี้หากใช้ยารักษาก็คงหาย แต่บาดแผลที่หัวใจของพวกเขาเหล่านี้เล่าไม่มีใครรู้หรอกว่ามันต้องใช้เวลานานสักแค่ไหนแผลเป็นของความรู้สึกจะหายไป หรืออาจไม่มีวันหายไปได้เลย แม้ว่าบาดแผลเหล่านั้นจะต้องใช้เวลา แต่ความรัก และความเอาใจใส่จากคนแปลกหน้าอย่างครูยุ่นกลับกลายเป็นคนที่เด็กๆ ให้ความไว้วางใจอีกครั้ง

หนังสือเล่มนี้เหมือนจะถ่ายทอดความรู้สึกอันหดหู่ และประสบการณ์อันโหดร้ายที่เด็กๆได้พบแต่ก็ยังมีภาพความน่ารักของเด็กในวัยต่างๆ ถ่ายทอดออกมาทำให้ผู้อ่านอย่างเราได้อมยิ้ม (เปื้อนรอยน้ำตา) อย่างมีความสุข เพราะแม้ความเจ็บปวดที่ยังคงอยู่กับเด็กๆ แต่เด็กก็ยังเป็นเด็ก ความสดใสร่าเริง ความไร้เดียงสาของพวกเขายังคงมีอยู่แท้เพียงเล็กน้อยก็ตาม

ดอกไม้ที่โดนทำร้าย หากได้รับการดูแลอีกครั้ง ดอกไม้ก็ยังจะบานรอรับอรุณรุ่งในวันใหม่อย่างแน่นอน

บลอกที่ WordPress.com .

Up ↑

.tomorn.

articles that instigate

~ จิบชาคาเฟ่ ~

JiBi_AI's another blog ♪ for Reader and Traveler

ร่ายอักษรกลอนศรีกวีเมา

yuthPa,สหายพันจอก,กลอน,เขียนกลอน

Support

WordPress.com Support