จิตอาสาผู้ป่วยจิตเวช (2)

ปุญชรัสมิ์  ทรงธรรมวัฒน์  เรื่อง
อทิตยา  พุ่มกุมาร  ภาพ
จิตอาสาตัวแม่
หลังจากพูดคุยทำความรู้จักกับผู้ป่วยได้สักพัก เราก็พบกับคุณกุสุมาลย์ สุทธิลออ หรือ แม่กุของผู้ป่วย แม่กุยิ้มต้อนรับทักทายเราอย่างเป็นกันเอง หญิงวัยเกษียณ รูปร่างเล็ก ผิวเข้ม ท่าทางคล่องแคล่ว และริ้วรอยประสบการณ์บนใบหน้า บอกได้เป็นอย่างดีถึงช่วงวัยที่ผ่านเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตมาอย่างมากมาย เธอคนนี้คือหัวหน้าศูนย์กิจกรรมสายใยครอบครัว ผู้ทำการฟื้นฟูผู้ป่วยจิตเวชทั้งในและนอกโรงพยาบาลศรีธัญญา โต๊ะสำหรับให้คำปรึกษาถูกปรับเปลี่ยนหน้าที่มาเป็นโต๊ะรับแขกแทน ตลอดเวลาที่พูดคุยกันนั้นมีทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกเดินเข้าออกห้องตลอดเวลา เสียงแรกที่ได้ยินทุกครั้งที่ผู้ป่วยเดินเข้ามาในห้องนั่นคือ “แม่กุ สวัสดีค่ะ/ครับ” และทุกครั้งแม่กุจะทักทายกลับไปเสมอ
ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน  เอ ลูกชายคนโตของแม่ประสบอุบัติเหตุต้องผ่าตัดขา แต่ลูกชายเกิดความกลัวไม่ยอมผ่าตัด ซึ่งนั่นคืออาการแรกของโรคที่แสดงออกมา แต่ด้วยความที่ไม่รู้ว่านั่นคือความกลัวที่เกิดจากอาการป่วย จึงไม่ได้เอะใจอะไร เมื่อไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ลูกชายเริ่มเกิดความเครียดและเก็บกด จนกระทั่งวันหนึ่งได้ทุบทำลายข้าวของในบ้าน แม่กุจึงนำเอส่งรักษาที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา โดยคุณหมอที่ให้การรักษาบอกว่า ลูกชายป่วยเป็นโรคจิตเภท ต้องรักษานานถึง 10 ปี เมื่อได้ฟังตอนนั้นแม่กุรู้สึกตกใจและยังไม่เข้าใจว่าโรคจิตเภทคืออะไร
เมื่อลูกชายมีอาการดีขึ้นจึงรับตัวกลับบ้าน ในตอนนั้นผู้เป็นแม่ได้แต่นั่งร้องไห้ ไม่รู้จะรักษาลูกได้อย่างไร ได้แต่โทษโชคชะตา แต่ด้วยหัวใจของผู้เป็นแม่ และความมั่นใจในตัวเองว่า จะต้องรักษาลูกให้หายได้ จึงตั้งปณิธานกับตัวเองไว้ว่า “ถ้ารักษาลูกหาย จะรักษาลูกคนอื่นให้เหมือนลูกของเรา”
เมื่อคิดได้อย่างนั้น แม่กุไม่เคยร้องไห้อีกเลย หลังจากที่เออาการกำเริบจากการปฏิเสธการกินยาจึงถูกส่งตัวมารักษาตัวที่โรงพยาบาลศรีธัญญาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ต่างจากเดิมนั่นคือลูกชายยอมรับมากขึ้น ยอมกินยา เพราะเข้าใจถึงอาการเมื่อขาดยาประกอบกับไม่อยากกลับไปนอนรักษาตัวในห้องที่แออัดแบบนั้นอีก
 อาการของโรคยังคงมีอยู่ เช่นครั้งหนึ่ง ลูกชายบอกว่ามีคนนำเรื่องของเขาไปลงหนังสือพิมพ์และอินเตอร์เน็ต แม่กุจึงพาลูกชายไปที่แผงหนังสือพิมพ์ทุกแผงตลอดทั้งสัปดาห์ พาไปร้านอินเตอร์เน็ตตลอดสัปดาห์ เมื่อไม่พบเรื่องของตนบนหน้าหนังสือพิมพ์และในอินเตอร์เน็ต แม่กุจึงอธิบายให้ลูกชายฟังว่าสิ่งที่ลูกคิดคือความหลงผิด ระแวงไปเอง เมื่อเกิดความเข้าใจอาการเหล่านี้จึงหายไป และทำให้แม่กุรู้ว่าการหลงผิดคืออาการอย่างหนึ่งของโรคจิตเภท
“โรคของเขารักษาได้ ถ้าเราทุกข์เราจะทำอะไรไม่ได้ ถ้าเราเครียดเราจะสอนหนังสือไม่ได้ จะดูแลเขาก็ไม่ได้ เมื่อคิดได้อย่างนี้ เราเลยไม่เครียด”
เมื่อคิดได้อย่างนี้ แม่กุจึงใช้วิธีศิลปะบำบัด ด้วยเพราะเป็นครูสอนศิลปะ จึงให้ลูกชายวาดภาพสีอะคริลิค เพื่อประกอบหนังสือดอกไม้ในวรรณคดีไทย เพื่อจัดพิมพ์จำน่าย โดยบอกลูกชายว่าถ้าวาดสำเร็จจะเป็นคนมีชื่อเสียง เงินทองและที่สำคัญถ้าอยากหายเป็นปกติต้องวาดรูปตามที่แม่สั่ง
วิธีการสอนของแม่กุนั้น จะให้วาดดอกไม้ทีละส่วน เพื่อเป็นการรวบรวมสมาธิของผู้ป่วย ดอกไม้ที่แม่กุให้วาดมีจำนวน 48 ดอก ดอกคูณดอกแรกใช้เวลานานถึง  2 เดือนจึงเสร็จ และใช้เวลาวาดภาพดอกไม้ทั้งหมดเป็นเวลา 8 ปี แต่ตลอด 8 ปีนั้น เอยังคงมีอาการหูแว่วอยู่ตลอด เมื่อดอกบัวดอกสุดท้ายถูกวาดเสร็จ อาการหูแว่วก็หายไปด้วย ไม่กลับมาเป็นอีกเลย แม่กุ ยังอธิบายเพิ่มเติมอีกว่า “ต้องเรียนรู้ว่าจะแก้ปัญหาอะไรในแต่ละวัน ต้องแก้ทีละจุด ถ้ามีอาการหลงผิดหรือเข้าใจผิดตรงไหน ก็ต้องแก้ตรงนั้น ไม่แก้ไมได้ ทานยาอย่างเดียวก็ไม่ได้ ต้องฟื้นฟูควบคู่กันไป”
แม่กุและเอ เริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้น เมื่อผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีธัญญาในขณะนั้น แถลงข่าวการรักษาผู้ป่วยจิตเวชให้หายได้ด้วยการดูแลจากแม่และใช้ศิลปะบำบัด รวมทั้งได้ออกรายการเจาะใจ สัมภาษณ์ลงหนังสือพิมพ์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ไม่เพียงแต่ความดีใจที่ลูกชายหายป่วย แต่ยังได้มีโอกาสเข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพฯ และทูลเกล้าถวายหนังสือด้วยอีก
แม่กุของลูกๆ
แม่กุของลูกๆ
“เราภูมิใจนะว่าเราเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง เป็นแม่ของลูกคนหนึ่ง แต่สามารถทำให้ลูกเราหายได้ เปลี่ยนแปลงลูกเราได้ เนื่องจากเรามีความเพียรพยายาม เราไม่ได้ตกใจว่าลูกเราเป็นจิตเวชแล้วน่ากลัว เหมือนเราได้ศึกษาโรคนี้ไปในตัว กลายเป็นคนมีความรู้เลยว่าเขามีอาการแบบนี้จะแก้ไขแบบไหน เรียนรู้จากลูกหมดเลย”
เมื่อลูกหายป่วยแล้ว แม่กุได้ทำตามที่ลั่นวาจาไว้ นั่นคือช่วยเหลือลูกคนอื่นให้หาย ด้วยการไปบำบัดผู้ป่วยที่บ้านใช้เวลาวันละ 3 ชั่วโมงเป็นเวลา  3 เดือน คนไข้ที่มีอาการดีขึ้นแม่กุจะส่งตัวมารักษาที่คลินิกหมอสมรัก ทุกครั้งแม่กุจะเขียนอาการของคนไข้ให้หมอทราบเพื่อปรับยาให้เหมาะสม
เมื่อคุณหมอสมรัก เห็นความเสียสละในการบำบัดผู้ป่วย จึงได้ทาบทามแม่กุมาเป็นหัวศูนย์กิจกรรม สมาคมสายใยครอบครัว แม่กุตอบรับทันที ด้วยหวังจะช่วยเหลือให้ผู้ป่วยโรคจิตเวชนั้นหายและสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ แต่มีเงื่อนไขอย่างเดียวคือต้องไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นในการบำบัดฟื้นฟูผู้ป่วย เพราะต้องการช่วยด้วยใจตามที่ได้ปาวรณาตัวไว้ก่อนหน้าที่ว่าหากรักษาลูกตนเองหาย จะรักษาลูกคนอื่นให้หายด้วย
จากวันแรกจนถึงวันนี้ 12 ปีที่เป็นหัวหน้าศูนย์ฯ แม่กุใช้ความรัก ความเมตตา ไม่ดูถูก ให้เกียรติคนไข้ รักษาด้วยความเป็นแม่ มิใช่รักษาด้วยหน้าที่ นี่คือหลักการในการทำงานของแม่คนนี้ ซึ่งในแต่ละวันแม่กุจะให้คำปรึกษาผู้ป่วยในวันละประมาณ 10 คน ผู้ป่วยนอกวันละ 20 คนๆ ละ 15-20 นาที หรืออาจมากถึงหนึ่งชั่วโมงแล้วแต่กรณี
 “หนูเป็นลูกแม่นะ แม่จะรักษาหนูให้หาย หนูเล่านิสัยให้แม่ฟังได้ไหมว่าเป็นยังไง แล้วแม่กุจะแก้ให้” คำพูดทักทายผู้ป่วย แสดงออกซึ่งความรัก สร้างความไว้วางใจ ไว้เนื้อเชื่อใจ ก่อนที่จะให้คำปรึกษาผู้ป่วย
วิธีการที่แม่กุทำมาตลอดนั่นคือ ปรับทัศนคติ แก้นิสัย เช่น นิสัยขี้ใจน้อย วิตกกังวล ก้าวร้าว เอาแต่ใจ หวาดระแวง มองโลกในแง่ร้าย เหล่านี้คือสิ่งที่แม่กุจะต้องปรับต้องแก้ ซึ่งวิธีการจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน นอกจากนั้นยังให้คนไข้วาดรูประบายสีเพื่อระบายความรู้สึกที่อยู่ข้างใน แล้ววิเคราะห์ความหมายจากรูปให้ผู้ป่วยฟัง เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าใจตัวเองมากยิ่งขึ้น และแม่กุจะได้หาทางบำบัดฟื้นฟูผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้น ภาพวาดบางส่วนถูกนำไปจัดแสดงในห้องศิลปะ-ห้องสี่เหลี่ยมเล็ก แต่เต็มไปด้วยการรังสรรค์ความงดงามผ่านปลายพู่กันของผู้ป่วย หลากภาพ หลายอารมณ์ สะท้อนความคิดที่อยู่ภายในจิตใจได้เป็นอย่างดี
“หนูป่วยเพราะสารสื่อประสาทในสมองมันไม่สมดุลกัน มันควบคุมอะไรไม่ได้ แต่สิ่งที่ควบคุมได้คือต้องแก้ที่นิสัยก่อน แล้วอาการจะดีขึ้น ต้องทำควบคู่การการกินยา”
ไม่รู้ว่าหน้าตามีเครื่องหมายคำถามหรือเพราะแม่กุอยากอธิบายให้เราเห็นภาพ จึงวาดภาพประกอบให้ดูระหว่างคนปกติที่มีสารสื่อประสาทในสมองเท่ากันทั้งซ้ายขวา แต่ผู้ป่วยจะมีสารสื่อประสาทในสมองไม่เท่ากัน สมองข้างหนึ่งจะมีสารสื่อประสาทน้อยกว่าอีกข้าง ทั้งนี้เป็นเพราะพันธุกรรม ได้รับมาตั้งแต่เกิดเพียงแต่จะแสดงอาการเมื่อไหร่ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่มากระตุ้น เช่น ผิดหวัง เครียด โดยการให้ยานั้นจะใช้เวลาประมาณ 15 วัน เพื่อดูว่ายาเหมาะกับผู้ป่วยหรือไม่ หากอาการไม่ดีขึ้นต้องทำการปรับยาไปเรื่อยๆ เมื่อเจอยาที่เหมาะกับผู้ป่วย ยาจะปรับสารสื่อประสาทให้เติมเต็ม และคุมปริมาณสารสื่อประสาทในสมองให้เท่ากันทั้งสองข้าง ส่วนคนบ้าที่เห็นตามท้องถนน คนเหล่านั้นเลยช่วงเวลาที่จะรักษาให้หายเป็นปกติได้ แต่ถ้ามาบำบัดฟื้นฟูอาจจะพอที่จะช่วยเหลือตัวเองเบื้องต้นได้
เมื่อสารในสมองไม่เท่ากัน
เมื่อสารในสมองไม่เท่ากัน
“โรคจิตเวชเป็นโรคเรื้อรังเหมือกับโรคหัวใจและโรคเบาหวานนั่นแหละ ที่ต้องกินยาไปตลอดชีวิต มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย”
นอกจากบทบาทของแม่ที่ดูแลลูกหลายร้อยคนแล้ว แม่กุยังรับผู้ป่วยบางคนไปเลี้ยงดูที่บ้านอีกด้วย ทั้งพาไปทำบัตรคนพิการ  ซื้อเสื้อผ้า และอื่นๆ เหมือนที่แม่คนหนึ่งจะดูแลลูกได้ ฝึกให้ทำงานบ้าน งานฝีมือ เพื่อเป็นการฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย และช่วยเหลือดูแลตัวเองได้ เมื่อเขาเหล่านั้นหายป่วยจึงกลับไปอยู่ที่บ้านของตน
การเรียนรู้ในตำราอาจไม่เพียงพอกับการใช้ในชีวิตจริง การแลกเปลี่ยนประสบการณ์จึงสำคัญ ที่นี่จึงเป็นสถานที่ศึกษาดูแลและถ่ายทอดความรู้ ให้กับนักศึกษาแพทย์ พยาบาล รวมไปถึงนักศึกษาปริญญาโทและเอก อย่างเช่นในบ่ายวันนี้มีกลุ่มนักศึกษาพยาบาลพร้อมด้วยอาจารย์ จำนวน 10 คน มาศึกษาดูงานที่นี่ ห้องเรียนคอมพิวเตอร์จึงถูกปรับให้เป็นสถานที่รับรองและบรรยายให้แก่นักศึกษา ผู้ป่วยจะเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับโรคที่เป็น วิธีการที่แม่กุใช้บำบัดฟื้นฟู และตอบข้อซักถามของผู้มาศึกษาดูงาน
วันนี้อาจต่างออกไปเล็กน้อย เมื่อผู้ป่วยรายหนึ่งหยิบกีต้าร์โปร่งบรรเลงท่วงทำนอง มีเสียงขับร้องสอดประสานในบทเพลงของนักร้องหัวฟู ขวัญใจชาวร็อค เสก โลโซ เพื่อสร้างความครื้นเครงหลังจบการพูดคุยของนักศึกษาพยาบาล
หากผู้ป่วยคือดอกไม้ที่กำลังเหี่ยวเฉาหรือเป็นโรคแมลง การดูแลที่ถูกต้อง ฉีดยา พรวนดิน ใส่ปุ๋ย คงเปรียบเสมือนการดูแลผู้ป่วยอย่างถูกวิธี ดูแลด้วยความรัก ความเข้าใจและใส่ใจ เพื่อให้ดอกไม้นั้นกลับมาเบ่งบานอีกครั้ง
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

สร้างเว็บไซต์หรือบล็อกฟรีที่ WordPress.com.

Up ↑

.tomorn.

articles that instigate

~ จิบชาคาเฟ่ ~

JiBi_AI's another blog ♪ for Reader and Traveler

ร่ายอักษรกลอนศรีกวีเมา

yuthPa,สหายพันจอก,กลอน,เขียนกลอน

Support

WordPress.com Support

%d bloggers like this: