เมื่อต้องออกนอกกะลา มุ่งสู่ประเทศร้อยเกาะ…ฟิลิปปินส์ (๑)

การเดินทางของชีวิตเริ่มต้นแบบจริงจังคงเป็นช่วงเรียนมหาวิทยาลัย ไม่เคยคิดชีวิตนี้จะได้ไปต่างจังหวัดไกลๆ

ได้เรียนรู้วิถีชีวิต วัฒมนธรรมแต่การเดินทางที่ออกนอกกะลา ไปต่างประเทศครั้งแรกนี่สิ

แอบประหวั่นพรั่งพรึง เพราะไปทำงาน ด้วยภาษาอันอ่อนแอของเรา

ฟิลิปปินส์ ประเทศร้อยเกาะ ประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน แต่้ไม่เคยคิดว่าจะไปเยี่ยมเยือนเลย

อาจเพราะไม่ได้รู้จักและไม่มีการโปรโมทมากนัก เกี่ยวกับความเป็นมาหรือสิ่งที่น่าสนใจของประเทศ

ก้าวแรกสู่ต่างบ้านต่างเมือง  โอ้ยๆๆๆ  ทำไมมันดูวุ่นวายได้ขนาดนี้ ว่ากรุงเทพฯวุ่นวายแล้ว

แต่การจราจร บ้านเมืองเค้าวุ่นวายกว่ากันเยอะ หลังจากนั่งรถที่ทางโน้นจัดให้ ใช้เวลาเดินทางอีกสัก 15 นาที

ก็ถึงโรงแรมที่พัก เราได้พบเพื่อนคนไทยใหม่อีก 2 คนที่สนามบิน

เมื่อจัดข้าวของเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องหาของกินกันล่ะ  ว่าแต่เราจะกินอะไรดีน้า??

มองไปรอบๆ โรงแรมไม่่เห็นอะไรเลย นอกจากร้านอาหารฟาสฟู้ดส์  นอกจากไก่ ก็ไม่เห็นจะมีอะไร

เห็นอย่างนี้แล้วอดคิดถึงเมืองไทยไม่่ได้ ร้านอาหารข้างทางมากมาย

หลายหลากต่างเรียงแถวอยู่เต็มข้างถนน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารตามสั่ง หมูสะเต๊ะ ก๋วยเตี๋ยว ราดหน้า และอื่นๆอีกมากมาย

ชีวิตต่างเมืองครั้งแรกที่แทบไม่ได้พูดภาษาไทย น้ำลายแทบบูด แต่ได้ประสบการณ์มากมายเลยทีเดียว

เพิ่งได้รู้ว่าภาษาไม่ได้เป็นอุุปสรรค หากแต่การไม่เปิดใจยอมรับอะไรใหม่ๆ ต่างหาก ที่จะทำให้เราอยู่ในกะลา

เพื่อนใหม่น่ารักกันทุกคน หลากหลายเชื้อชาติและภาษา ความประทับใจมากมายก่อเกิดขึ้นที่นี่

และแน่นอนก็ต้องได้ภาษาตากาล็อก ซึ่งเป็นภาษาของประเทศฟิลิปปินส์กลับมาบ้างนิดหน่อย

ก่อนออกเดินทาง

ช่วงนี้คันไม่คันมือมากเลย อยากเขียนโน่น เล่านี่ อยากทำอะไรเยอะแยะไป

หมด โดยเฉพาะเมื่อไม่ได้เขียนบล็อกมานานมาก ความอยากเขียนอยากเล่าก็เลยเพิ่มมากขึ้นไปอีก

นึกไปนึกมาและเหลือบไปเห็นโปสการ์ดต่างๆที่มีคนส่งมาให้รวมทั้งที่ถึงตัวเองเวลาเดินทางไปโน่นมานี่

ทั้งที่ไปเที่ยวและไปทำงาน อันที่จริงหนักไปทางทำงานซะมากกว่า (อิอิ) ก็เลยอยากจะเขียนเรื่องราว

ผ่านโปสการ์ดเหล่านั้น รวมทั้งภาพถ่ายที่เหรียบเหมือนการบันทึกความประทับใจและความทรงจำต่างๆ

แทนการเก็บสิ่งของหรือทรัพยากรออกมาจากสถานที่เหล่านั้นเพื่อมาเป็นสมบัติส่วนตัว

(ดูมันจะเห็นแก่ตัวไปหน่อย คนอื่นๆคงไม่มีมโอกาสชื่นชม) ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นเขียนจากโปสการ์ดแผ่นไหนดี

เพราะว่ามีหลายแผ่น หลายสถานที่เหลือเกิน ไม่รู่ว่าชีวิตเดินทางมามากน้อยเท่าไหร่แล้ว

อันที่จริงที่เท้าก็ไม่มีไฝนะ แต่ทำไมดวงเดินทางเยอะจัง ถึงจะเหนื่อย แต่ก็ชอบนะ

แต่ละที่มีทั้งที่สร้างความประทับใจ สร้างรอยยิ้ม ในขณะที่บางสถานที่กลับสร้างบรรยากาศ

อันเศร้าหมอง แต่ไม่ว่าอย่างไรจะสุขหรือจะทุกข์ ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองและความคิด

ของเราเอง อดีตที่ผ่านมาเป็นบทเรียนให้เราได้เรียนรู้เพื่อปรับปรุงให้เราได้เดิน

อย่างมั่นคงต่อไป ก่อนการเดินทางจะเริ่มขึ้นก็เลยมาบอกเล่าก่อนที่จะพาไปเดินทางกันต่อไป

 

การเดินทางภายใต้สายหมอก

กลับมาแว้ว คราวนี้เก็บความประทับใจจากการได้ไปเหยียบผืนแผ่นดินที่ได้ชื่อว่าเป็นจังหวัดที่อยู่เหนือสุดของประเทศไทย นั่นคือ จังหวัดเชียงราย การเดินทางท่องยุทธจักรคราวนี้ใช้เวลาทั้งหมด 5 วัน 4 คืน เป็นการเดินทางที่มีความหมายและประสบการณ์เพิ่มเติมจากเดิมมากทีเดียว

คราวนี้มีพลพรรค ร่วมผจญภัยด้วยกันอีก 9 ชีวิต ซึ่งก็คือ น้องๆ นันทนาการ รุ่น 9 อันประกอบไปด้วย (น้อง)บิ๋ม น้องอ้อ น้องนิด น้องเก๋ น้องกิฟท์ น้องต้าร์ น้องโบว์ น้องอุ้ม และน้องปลา (มีแต่สาวๆ ทั้งนั้นเลย) แต่ไม่ต้องห่วงเราไม่ได้แก่สุดหรอก เพราะว่าเราก็แอ๊บแบ๊ว ทำตัวกลมกลืนกับน้องๆไปด้วยนั่นเอง

การเดินทางคราวนี้แม้จะเมื่อยกล้ามเนื้อส่วนล่างที่ใช้รองรับน้ำหนักขณะนั่งรถ แต่ก็ทนได้เพื่อความสนุกและสิ่งที่ไม่เคยได้พบได้เห็นที่รอเราอยู่เบื้องหน้า และแล้วการผจญภัยก็เริ่มขึ้นที่ เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติน้ำตกมณฑาธาร ระยะทาง 3 กม. ในอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ซึ่งระหว่างทาง พวกเราได้ชื่นชมกับสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ มีเพียงความเงียบที่รายล้อมพวกเราในยามเช้า แต่ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกเงียบเหงาเลยสักนิด เพราะว่าพวกเราได้ยินเสียงธรรมชาติที่ทักทายตลอดเส้นทาง เสียงนั้นไม่ได้ดังเหมือนเสียงรถยนต์ในเมือง ไม่น่ารำคาญเหมือนเสียงเครื่องจักรที่กำลังงาน แต่เสียงนั้นเป็นเสียงที่ไพเราะ เราสามารถสัมผัสได้เพียงแค่ตั้งใจฟัง และสัมผัสด้วยใจก็เท่านั้น เพียงแค่เสียงร้องของนกนานาชนิด เสียงลมพัดผ่าน เสียงใบไม้ไหวอิง เสียงน้ำตกที่ไหลกระเซ็นลงมากระทบโขดหิน เพียงเท่านี้ก็ทำให้หัวใจหลายดวงที่กำลังเดินตามเส้นทางพองโตไปตามๆกัน เส้นทางนี้เรียกเหงื่อได้ดีพอตัว ที่สำคัญเรายังได้เห็นเก้งลื่น หมูลื่น และอะไรอีกหลายๆอย่าง คงรู้นะว่าใครบ้าง (แอบยิ้ม) ที่สำคัญเล่นเอาปวดขากันทีเดียว แหม!! เส้นทางก็ยาวแถมยังมีแต่ทางลาดชัน แล้วยังต้องแบกน้ำหนักตัวเดินอีก  แล้วจะไม่ให้ปวดได้ไง

ส่วนวันที่ 3-4 พวกเราย้ายมาอยู่ที่เชียงรายแล้ว ประทับใจจริงๆสำหรับที่นี่ อาจเพราะว่าเราไม่ค่อยได้เห็นบรรยากาศแบบนี้ก็ได้ พวกเราได้ไปดอยผาตั้ง ซึ่งมีจุดชมวิวและอื่นๆอีกมากมาย ตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่ มีแต่หมอกที่รายล้อมรอบกาย สายหมอกสีขาวค่อยๆลอยตัวขึ้น และไหวปลิวไปตามแรงลม ล้อมรอบภูเขา สีขาวของหมอกตัดกับสีเขียวของต้นไม้บนภูเขา เราจะเห็นเป็นต้นไม้ในสายหมอก แต่ในบางวัน จะไม่เห็นอะไรเลยนอกจากหมอกสีขาวจางๆ เบื้องหน้า มันช่างแตกต่างกับหมอกควันบนท้องถนนในกรุงเทพซะเหลือเกิน ที่นี่พวกเรายังต้องใช้กำลังขาอันแข็งแกร่งในการเดินสำรวจพื้นที่และการถ่ายรูปเพื่อเป็นที่ระลึก เดินกันนานพอดูเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์ (แต่ไม่100% ) นอกจากการที่พวกเราได้สัมผัสกับธรรมชาติและบรรยากาศที่สวยงามแล้ว ยังได้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในพื้นที่อีกด้วย และสุดท้ายที่หอฝิ่น ที่นี่พวกเราก็ได้ความรู้เกี่ยวกับฝิ่นตั้งแต่ประวัติการเข้ามาในประเทศไทย ประโยชน์และโทษ และอื่นๆอีกมากมาย

สำหรับการท่องยุทธจักรในคราวนี้ทำให้เราได้เปิดมุมมองอื่นๆ  ประทับใจในหลายสิ่ง ได้มิตรภาพ ความรู้ และแม้จะต้องนอนดึกทุกคืนเพราะกิจกรรมกระชับความสัมพันธ์ระหว่างเราและน้องๆ (อิอิ)

ความประทับใจต่างๆเหล่านี้คงเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มี ออหน่องที่น่ารักของเด็กๆ ที่ทำให้เกิดทริปนี้ขึ้น  พี่เปี๊ยกคนขับรถ ที่ทำให้การนั่งรถไม่น่าเบื่อ น้องๆรุ่น 9 ที่ ทำให้เกิดเสียงหัวเราะและความบันเทิงใจ ตลอดการเดินทาง และทุกๆอย่างที่ผ่านเข้ามา….คราวหน้าจะมาเล่าให้ฟังใหม่นะ ว่าทริปหน้าจะเป็นไงอีก

บลอกที่ WordPress.com .

Up ↑

.tomorn.

articles that instigate

~ จิบชาคาเฟ่ ~

JiBi_AI's another blog ♪ for Reader and Traveler

ร่ายอักษรกลอนศรีกวีเมา

yuthPa,สหายพันจอก,กลอน,เขียนกลอน

Support

WordPress.com Support